รูปภาพแจ้งข่าว ทางเว็บบอร์ด openerpthailand.org ได้เปลี่ยนระบบเว็บบอร์ด ใหม่เป็น phpBB 3.1
  1. บุคคลทั่วไป จะไม่สามารถเข้าอ่านกระทู้บางบอร์ด แนะนำให้ท่าน สมัครสมาชิกคลิกตามลิงค์นี้
  2. สมาชิกใหม่ ถ้ายังไม่ได้แนะนำตัวจะไม่สามารถ ตั้งกระทู้ และ ดาวน์โหลด ไฟล์จากเว็บบอร์ดได้ ท่านจำเป็นต้องแนะนำตัวที่หมวดนี้
  3. ถ้ามีปัญหาการใช้งาน หรือ ข้อเสนอแนะใดๆ แนะนำได้ที่นี่
  4. ปุ่มรูปหัวใจใต้โพส แต่ละโพส ท่านสามารถกดเพื่อสื่อถึงคนโพสนั้นถูกใจท่าน
  5. ห้ามลง E-mail, เบอร์โทรส่วนตัว, Line id หรือข้อมูลส่วนตัวอื่นๆ เพื่อป้องกันการแอบอ้างและโฆษณาแฝง โดยสามารถติดต่อสมาชิกท่านอื่นผ่านระบบ PM ของบอร์ด
  6. ท่านสามารถปิดการแจ้งนี้ได้ ที่มุมขวาของกล่องข้อความนี้

บุคคลทั่วไปสามาเข้าสู่ระบบ ด้วย Account ของ FaceBook ได้แล้ว คลิกที่นี่ได้เลย

สวะทองคำลอยน้ำ ผลิตภัณฑ์นำเงินเข้ากระเป๋าและบรรเทาปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อม

รวมข่าวสารเกี่ยวกับ ธุรกิจ ความเคลื่อนไหวทางด้านธุรกิจที่สำคัญๆ แบ่งปันกันได้ที่หมวดนี้
Yamachita
โพสต์: 448
ลงทะเบียนเมื่อ: พุธ 31 ต.ค. 2012 8:20 pm

สวะทองคำลอยน้ำ ผลิตภัณฑ์นำเงินเข้ากระเป๋าและบรรเทาปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อม

โพสต์โดย Yamachita » จันทร์ 03 ธ.ค. 2012 10:22 am

“สวะทองคำลอยน้ำ”คำเรียกขานตัวเองของ“บ้านผักตบชวา”ผลิตภัณฑ์ที่ไม่เพียงทำเงินเข้ากระเป๋าทว่ายังบรรเทาปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างเยี่ยมยุทธ

[center]รูปภาพ[/center]

ผักตบชวาที่ลอยเกลื่อนอยู่เต็มน่านน้ำไทย สร้างผลกระทบต่อทั้ง เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม “สวะ” ที่ขยายพันธุ์อย่างรวดเร็ว กีดขวางการจราจรทางน้ำ สร้างปัญหาสิ่งแวดล้อม สิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายในการกำจัด ระบบนิเวศเสียหาย กระทบการเจริญเติบโตของสัตว์น้ำ ชาวบ้านใกล้แหล่งน้ำ ก็ได้รับผลพวง “ช้ำๆ” ตามไปด้วย

เวลาเดียวกับที่ผักตบชวา ยังคง การรับรู้ของตลาด ผ่านผลิตภัณฑ์ที่งดงามหลากหลาย ซึ่งเกิดจากการแปลงโฉมสวะกลางน้ำ โดยผสานเทคนิคและภูมิปัญญาท้องถิ่น อย่างการ มัด สาน ทัก ทอ ผสมมุมมองศิลปะ จนกลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่จัดเต็มทั้ง “คุณค่า” และ “มูลค่า” อย่าง คอลเลคชั่น 12 นักษัตร ไก่ฟ้า มดลีลา ตุ๊กตานักรบ ตุ๊กตาชาวเขา กล่องเส้นใยเพ้นท์สี และหลากหลายผลงานสะท้อนไอเดียบนสโลแกน สวะ..ศิลปะแห่งการสร้างสรรค์

“เมื่อ 10 ปีก่อน ถ้าใครเรียกเราว่า สวะ จะรู้สึกโกรธมาก เพราะสวะ คือ สิ่งไม่มีคุณค่า แต่ 10 ปี ผ่านไป ใครเรียก สวะ ยิ้มเลย เพราะสวะกำลังทำเงินให้เรา กลายเป็นที่มาของฉายาว่า..สวะทองคำลอยน้ำ”

การเกิดขึ้นของผลิตภัณฑ์ล้นไอเดียจากบ้านผักตบชวา ไม่เพียงช่วยกำจัดวัชพืชที่กำลังเล่นงานสิ่งแวดล้อม ทว่าในเชิงเศรษฐกิจพวกเขายังช่วยพัฒนาตลาด ให้สินค้าจากผักตบมีมูลค่ามากขึ้นด้วย โดยคิดให้ต่างจากผลิตภัณฑ์ผักตบแบบเดิมๆ ที่แข่งกันขายในงานโอทอป เป็นของราคาแค่หลักสิบ หลักร้อย เธอว่าของที่ทำขึ้นมาต้องสามารถขยับราคาไปสูงถึงหลักพัน หลักหมื่นได้ โดยที่ยังมีตลาด และผู้คนสนใจซื้อ “มันต้องเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยต้องคิดถึงองค์ประกอบหลายๆ อย่าง ต้องมีเทคโนโลยี และมีเรื่องราวใส่เข้าไป เพื่อให้ผู้บริโภคเต็มใจที่จะควักเงินซื้อ”

เธอยกตัวอย่าง หัวตุ๊กตาที่ทำจากเซรามิก ที่ราคาเพียงหัวละ 10 บาท แต่พอนำไปทำกล่องใส่นามบัตรหรูๆ ดีไซน์ดูดี สามารถขายในราคา 350 บาท และไม่ได้หยุดแค่นั้น เมื่อพัฒนาจากหัวขึ้นมาเป็นตุ๊กตานักรบตัวใหญ่ จัดเป็นชุด ในกล่องอย่างดี ก็กลายเป็นของมูลค่าตั้งแต่ 5,000 บาท ถึง 2 หมื่นบาทได้

วิธีคิดในการทำงาน นอกจากให้ได้ผลงานที่ทรงคุณค่า พิมพ์แก้ว บอกว่า ยังต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยพยายามใช้เศษวัสดุทุกอย่าง ไม่ให้เหลือทิ้งเป็นของเสีย อย่างผักตบชวา ที่ใช้หมดทุกส่วน รากทำปุ๋ย ใบนำมาทำเป็นกระดาษจากผักตบชวา และพัฒนาเป็นเส้นด้าย เพื่อต่อยอดไปเป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆ รวมถึงกระบวนการผลิตก็ต้องลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

“ต่างชาติสนใจเรื่องการเป็นผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมาก อย่างเรามีชุดจากผักตบชวา ทำเป็นชุดต้นแบบ ยังไม่ได้ผลิตจริง คอนเซ็ปต์ คือ วัสดุเหลือใช้จากธรรมชาติ ซึ่งได้รางวัลจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมประจำปี 2554 โดยต่างชาติให้ความสนใจมากแต่ยังอยู่ระหว่างพัฒนาเส้นใยเพื่อให้ได้คุณสมบัติที่เหมาะสม”

เวลาเดียวกับการดูแลสิ่งแวดล้อมและขับเคลื่อนธุรกิจ บ้านผักตบชวายังเลือกกระจายงานไปยังชุมชน แทนที่จะตั้งเป็นบริษัทใหญ่โต แล้วทำทุกอย่างด้วยตัวเอง พวกเขากลับเลือกใช้กลุ่มเครือข่าย ทำชิ้นส่วนต่างๆ ให้ แล้วส่งมายังส่วนกลางเพื่อประกอบเป็นชิ้นงาน

“อย่างเราซื้อลูกปัดกะลามะพร้าว จากเกาะช้างบ้าง ลำปางบ้าง นครสวรรค์ พัทลุงบ้าง ขณะที่หัวตุ๊กตาก็ปั้นมาจากอีกกลุ่มหนึ่ง เปียอีกกลุ่มหนึ่ง ชาวบ้านทำมาให้ แล้วเราก็จ่ายค่าแรงที่เป็นธรรม”

เธอบอกว่า แต่ละชิ้นงาน จะใช้กลุ่มชาวบ้านประมาณ 4-5 กลุ่ม ควบคุมการทำงานอย่างเป็นระบบ เพราะเป็นงานหัตถกรรมกึ่งอุตสาหกรรม สามารถรองรับงานขนาดใหญ่ได้ โดยปัจจุบันมีผลงานกว่า 100 แบบ และยังคงพัฒนาแบบใหม่ๆ มาอย่างต่อเนื่อง ส่งขายทั้งในไทยและลูกค้าต่างประเทศ ด้วยวิธีคิด คือ ทำการค้าต้อง “ไม่หยิ่ง”

“ทำตลาดช่วงแรก ยากมาก เมื่อก่อนเคยเป็นคนที่ถูกเลือก แต่ ณ วันนี้ ไม่ใช่แล้ว เราต้องนำเสนอตัวเอง ด้วยดีไซน์ ด้วยการทำงาน เจาะให้ถึงกลุ่มเป้าหมาย ลูกค้าหน้าใหม่หน้าเก่า ต้องเปิดหมด จะหยิ่งไม่ได้ ต้องหาช่องทางที่จะเข้าไป ขอแค่ได้โชว์ พรีเซนต์ตัวเองแล้วแจกนามบัตร ที่สำคัญเมื่อได้ลูกค้าแล้วก็ต้องรับผิดชอบ ทำของดี ส่งของให้ทัน”

เวลาเดียวกับทำธุรกิจ ก็คือพัฒนานวัตกรรม เพื่อให้ “สวะ” ในมือ มีทางสร้างมูลค่าเพิ่มมากขึ้น และยังแบ่งเวลาไปกับการเป็นวิทยากร สอนตั้งแต่นักเรียน ชาวบ้าน คนทำงาน ถ่ายทอดวิชามาเป็นรายได้ให้กับทุกคน ที่สำคัญคือวางรากฐานไว้ เพื่อไม่ให้อาชีพนี้หมดสิ้นไปในวันที่ไม่มีเธอแล้ว

เธอฝากเคล็ดลับทิ้งท้าย ในฐานะ “คนเคยล้ม” และลุกขึ้นมาได้ด้วย “เศษสวะ”

“คติประจำใจ คือ พรุ่งนี้ก็เช้าแล้ว อะไรผ่านมาก็แค่ผ่านไป ประสบการณ์ที่เคยล้มทำให้เราแข็งแกร่งขึ้น มองทุกอย่างเป็นเรื่องเล็กลง วันนี้ทำอะไรไม่ได้ ไม่เป็นไร เอาไว้พรุ่งนี้ ในใจมีตั้ง 4 ห้อง ขอให้เปิดใช้แค่สองห้อง ห้องหนึ่งพักผ่อน ห้องหนึ่งคิด เท่านี้ก็พอแล้ว”


ที่มา : bangkokbiznews.com

ย้อนกลับไปยัง

ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: 3 และ บุคคลทั่วไป 0 ท่าน