[center]
[/center]จุดเริ่มต้นจาก ดร.ชัยยุทธ กรรณสูตร กับเพื่อนรัก-จีออร์จีโอ แบร์ลิงเจียรี ร่วมกันก่อตั้ง อิตัลไทยอุตสาหกรรม ในปี 2498 บุกเบิกสร้างธุรกิจในประเทศไทยจนเป็นปึกแผ่น และเติบโตมาเป็นอิตัลไทยในวันนี้ที่มีฐานธุรกิจอย่างกว้างขวางตั้งธุรกิจโรงแรม อสังหาริมทรัพย์ เทรดดิ้ง ฮอสพิทาลิตี้ และอุตสาหกรรมการผลิต ด้วยมูลค่าธุรกิจในมือเป็นหลักหมื่นล้านบาท
การเดินทางมากว่า 5 ทศวรรษ จึงเต็มไปด้วยบรรยากาศของการชื่นมื่นกับความสำเร็จที่ปลุกปั้น และต้องออกแรงลุ้นบ้างกับช่วงเวลาที่ต้องสะดุดและหยุดชะงักเมื่อผู้นำผลัดใบ
ทว่าถึงวันนี้ ความท้าทายครั้งใหม่สำหรับ อิตัลไทย หัวใจหลักกลับอยู่ที่ "ปรับตัว" อย่างไรให้ทันกับการ "เปลี่ยนแปลง" ที่เข้ามาประชิดทั้งการแข่งขัน และการเปลี่ยนผ่านองค์กร จาก "ธุรกิจครอบครัว" ให้ผันสู่ "มืออาชีพ" ได้อย่างเต็มรูปแบบ
ก้าวสู่ 6 ทศวรรษ อิตัลไทย จะไปได้ไกลแค่ไหน? คำตอบอยู่ที่ ยุทธชัย จรณะจิตต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัทอิตัลไทย ทายาทรุ่นที่ 3 ในฐานะหัวเรือใหญ่ที่ใช้จังหวะของการก้าวสู่ปีที่ 58 ยกเครื่องธุรกิจ และองค์กรในกลุ่มใหม่ ภายใต้รหัส "Racing to New Heights"
เหตุผลของการรีแบรนด์ครั้งนี้ของ ยุทธชัย มีหลายปัจจัยประกอบกัน ทั้งการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น แรงกดดันจากการรวมตัวของกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ผลักดันให้ต้องลุกขึ้นมาเปลี่ยนตัวเอง(องค์กร) ให้พร้อมฝ่ากระแสน้ำที่เชี่ยวกรากนี้ไปให้ได้
หลังจากใช้เวลาศึกษาอยู่นานเป็นปีที่สุด ยุทธชัย ก็ค้นพบตัวเอง และหาจุดลงตัวจนเจอ เมื่อพบว่า อิตัลไทย ในช่วงที่ผ่านมาแตกตัวไปในธุรกิจที่หลากหลาย (Diversify) และแต่ละธุรกิจเน้นบริหารงานกันแบบธุรกิจครอบครัว แต่ละธุรกิจอยู่กันแบบไซโล ไม่มีระบบตรวจสอบถึงกัน การตรวจสอบการทำงานของแต่ละธุรกิจจึงเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา
เมื่อตัดสินใจปรับโฉมองค์กรใหม่ วิถีแบบเดิมๆ ของ อิตัลไทย จึงต้องปรับเปลี่ยน!
ธุรกิจที่แผ่ขยายมาตลอด 5 ทศวรรษ แบ่งออกเป็น 5 กลุ่มธุรกิจ วันนี้ถูกปรับให้กระชับและคล่องตัวมากขึ้นกับ 3 กลุ่มธุรกิจที่เป็นเส้นเลือดหลัก ได้แก่ สายธุรกิจอุตสาหกรรมเครื่องจักรและบริการด้านวิศวกรรม ปัจจุบันสร้างรายได้ 50%
สายอุตสาหกรรมบริการและอสังหาริมทรัพย์ อยู่ภายใต้การดูแลของ ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป และอมารี เอ็ซเทท สร้างสัดส่วนรายได้ 40% และสายธุรกิจร้านอาหารและธุรกิจค้าปลีก ธุรกิจน้องใหม่ที่ทำรายได้ให้กับกลุ่มอิตัลไทย 10% "การบริหารธุรกิจในช่วงที่ผ่านมา คนส่วนใหญ่มองว่าเราทำงานแบบครอบครัว ประนีประนอม และไม่มีความเข้มข้นด้านบริหารจัดการ แต่หลังจากรีแบรนด์แล้วทุกกระบวนการจะมีการนำเครื่องมือการบริหารจัดการใหม่ๆ มาใช้ มีกฎระเบียบ การเทียบตัวเองกับคู่แข่งขันในอุตสาหกรรม รวมถึงการวางระบบตรวจสอบการทำงานของแต่ละธุรกิจไว้อย่างชัดเจน โดยจัดตั้งหน่วยใหม่ที่ชื่อ SPO หรือ Strategic Planning Organization ทำหน้าที่เสมือนคู่คิดให้กับทุกแผนกซึ่งรายงานกับผมโดยตรง"
การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ยุทธชัย บอก เป็นสิ่งที่ต้องทำเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของกลุ่มอิตัลไทย แน่นอนว่าแรกๆ ย่อมได้รับการต่อต้านบ้าง ด้วยความที่เป็นองค์กรใหญ่ มีมูลค่าธุรกิจเป็นหลักหมื่นล้าน พนักงานมากถึง 5 พันคน ที่ไม่เพียงทำงานในไทย แต่กระจายอยู่ใน 6 ประเทศทั่วภูมิภาคเอเชีย ทั้งจีน ฮ่องกง ศรีลังกา อินเดีย กาตาร์ และลาว ความท้าทาย และสิ่งที่ยากที่สุดของการปรับโฉมองค์กรครั้งนี้จึงอยู่ที่ "คน" เป็นหลัก "ปรับโฉม" จะสำเร็จหรือไม่ ขึ้นอยู่กับพนักงาน 5 พันคนจะ Follow แค่ไหน
นี่เป็นสิ่งที่ ยุทธชัย มองว่าเป็นประเด็นที่สำคัญ และเกาะติดอย่างใกล้ชิดถึงปฏิกิริยาที่จะตามมาหลังการปรับเปลี่ยน อิตัลไทย ไปสู่โฉมใหม่อย่างที่คาดหวัง เพราะจากจำนวนพนักงานที่มากถึง 5 พันคน แยกย่อยออกเป็นหลายกลุ่มธุรกิจ ทำให้การบริหารคนที่มีอยู่เดิม และการคัดสรรคนใหม่เข้ามาทำงานเป็นเรื่องที่ต้องใช้ทักษะที่แตกต่างกันออกไป ขณะเดียวกันก็ต้องใช้ตัวชี้วัดผลงานคนละแบบ อาทิ กลุ่มบริการ คงต้องดูที่ประสิทธิภาพการขายห้อง ส่วนค้าปลีก ก็ดูที่การคุ้มทุน และกำไร เป็นต้น
ทุกอย่างที่จัดวางจะมีผลลัพธ์สะท้อนกลับได้ดีแค่ไหนนั้นขึ้นอยู่กับ 2 เรื่องหลัก คือ การวางวิสัยทัศน์ และกำหนดตัวเลขทางธุรกิจให้ชัด กับ การสื่อสารกับทีมงานอยู่ตลอดเวลา ที่วันนี้ยังต้องรอลุ้นผลที่จะตามมาว่า อิตัลไทย จะเดินไปในเส้นทางที่ ยุทธชัย ขีดไว้หรือไม่ แต่ที่แน่ๆ สิ่งที่เปลี่ยนแปลงอย่างเด่นชัดในองค์กรนี้เป็นเรื่องของ Empower "เมื่อเทียบกับรุ่นพ่อแล้ว Empower การให้อำนาจกับทีม ถือว่าต่างสไตล์กันไป รุ่นพ่อ จะให้เกือบเต็ม 100 แล้วค่อยมาดูกันอีกทีตอนผลงานที่ออกมา ขณะที่ผม เมื่อ Empower ไปแล้วระหว่างทางจะต้องพูดคุย และดูถึงผลที่จะเกิดขึ้น เป็นการทำงานอย่างใกล้ชิด และเป็นทีม แต่ที่สุดแล้ว เรียกได้ว่า กลุ่มอิตัลไทย ยังเน้นการทำงานแบบคอนเซอร์เวทีฟ แต่เป็นคอนเซอร์เวทีฟที่เน้นการเติบโต"
ทั้ง 3 กลุ่มธุรกิจจะต้องเติบโต และสร้างผลตอบแทนอยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจ จากวันนี้มูลค่าธุรกิจอยู่ที่หลักหมื่นล้าน ตั้งเป้าว่าหลังปรับองค์กรใหม่มูลค่าธุรกิจจะเติบโตไปแตะที่ 1.5 หมื่นล้านในอีก 2 ปีข้างหน้า
การขยายการลงทุนในแต่ละกลุ่มธุรกิจยังคงมีให้เห็นอย่างต่อเนื่องนับจากนี้ อาทิ บริษัท อิตัลไทยอุตสาหกรรม จำกัด ธุรกิจจำหน่ายเครื่องจักรกลอุตสาหกรรม เครื่องขุด เจาะ คาดว่าจะมียอดขายไม่น้อยกว่า 1,000 ล้านบาทต่อปี จาก 10 สาขาทั่วประเทศ ล่าสุดเปิดสาขาที่เวียงจันทน์ ประเทศลาว
บริษัท อิตัลไทยวิศวกรรม รับก่อสร้างแบบครบวงจรธุรกิจพลังงานทดแทน เช่น ธุรกิจไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Farm) พลังงานลม (Wind Farm) โรงงานไฟฟ้าพลังความร้อน คาดว่าจะมีรายได้ 3,500-3,600 ล้านบาทในปี 2556
ส่วนในสายธุรกิจอุตสาหกรรมบริการ และอสังหาริมทรัพย์ ปัจจุบันมีโรงแรมภายใต้การบริหารของบริษัท 32 แห่งทั่วเอเชียที่มีแผนจะเปิดอีก 3 แห่ง ได้แก่ สมุย ฮ่องกง โคลัมโบ ประเทศศรีลังกา
ธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่ม ที่ซื้อแฟรนไชส์แบรนด์ทีดับบลิวจี ที (TWG Tea) จากสิงคโปร์เข้ามาบริหารในสาขาแรกที่เอ็มโพเรียม โดยในภาพรวมยังมีโอกาสเติบโตอีกมาก และเป็นธุรกิจที่ทำกำไรได้ดี แม้ว่าปัจจุบันจะทำสัดส่วนรายได้ 10% ให้กับกลุ่มก็ตาม อิตัลไทย (โฉมใหม่) จะเดินทางฝ่าพายุไปได้ไกลแค่ไหน? หากสังเกตุจากโลโก้ใหม่ รูปลูกศรที่พุ่งขึ้น กำกับไว้ด้วยสีเขียว และสีฟ้า เป็นการบ่งบอกว่า อิตัลไทย พร้อมทะยานไปข้างหน้าอย่างมั่นคงท่ามกลางการเปลี่ยนแปลง และการแข่งขันที่รุนแรง เวลาเท่านั้นที่เป็นเครื่องพิสูจน์
ที่มา : bangkokbiznews.com
Log in with LINE

